A Free Template From Joomlashack

A Free Template From Joomlashack

GPS ระบบนำทางผ่านดาวเทียม
Written by Administrator   
Monday, 02 February 2009 03:56

สำหรับ ใครที่ไม่ค่อยจะอยู่กับร่องกับรอย ประมาณว่าชอบหลงทางบ่อยๆ ชอบเดินทางไปไกลๆ ในที่ๆ ไม่เคยไป คุณควรหาอุปกรณ์ตัวนี้ไปติดรถของ คุณด่วนเลย แต่ถ้าหากคุณยังไม่เคยรู้จักมันดีนัก ลองอ่านบทความนี้ดูซักนิด เผื่อว่าจะสนใจไปหามาใช้งานกัน.... เพราะในบางครั้งมันก็ไม่ได้เป็นแค่ของเล่น แต่มันอาจช่วยชีวิตคุณได้ด้วยนะ..

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณกระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกา ที่เป็นต้นคิดและพัฒนาโครงการนี้ภายใต้ชื่อ เนฟสตาร์ จีพีเอส (NAVStar GPS : NAVigation Satellite Timing And Ranging Global Positioning System) ซึ่งเค้าเสียเงินลงทุนไปปีละประมาณถึง 750 ล้านเหรียญสหรัฐแนะ... แต่ต่อมาอนุญาต ให้พลเรือนอย่างเราๆ ได้ใช้งานกันฟรีๆ... โดยน่าจะมีอะไรแอบแฝง... นะ... แต่ก็ช่างเถอะเพราะมันเจ๋งดี...

ระบบนำร่องด้วยดาวเทียมหรือ จีพีเอส (GPS : Global Positioning System) นั้นมีหลักการทำงานที่ฟังดูง่ายแต่น่าทึ่งและไฮเทคสุดๆ โดยส่วนประกอบหลักๆ ของระบบก็จะขอแบ่งออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ ก็คือ ดาวเทียม ตัวรับสัญญาณ และ แผนที่

กลุ่มดาวเทียมสำหรับระบบจีพีเอส

ดาวเทียมที่ใช้ในระบบ GPS เป็นดาวเทียมที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ แต่ละตัวหนักประมาณ 1,300 - 1,800 กิโลกรัม มีทั้งหมด 27 ตัว เป็นตัวสำรองซะ 3 ที่ใช้จริงก็เลยเป็น 24 ตัว เจ้าดาวพวกนี้จะใช้เวลาโคจรรอบโลก 12 ชั่วโมง หรือ 1 วันโคจรได้ 2 รอบ ดังนั้น จะมีดาวเทียมจีพีเอสอย่างน้อย 4 ตัวผลัดเปลี่ยนกัน มาอยู่บนศีรษะเราๆ ท่านๆ กันอยู่ตลอดเวลา สำหรับผู้ที่คอยดูแลและควบคุมเจ้าดาวพวกนี้ก็เป็นใครไปมิได้นอกจาก กองทัพอากาศสหรัฐ (ที่ฐานทัพชรีเวอร์)

ดาวเทียมทั้งหลายเหล่านี้นี่เองที่จะคอยส่งสัญญาณบอกลงมาอยู่ตลอดเวลาว่า มันกำลังอยู่ที่พิกัดใด โดยอาศัยหลักของความเร็วที่แน่นอนของความเร็วของ คลื่นไฟฟ้า (ความเร็วเดียวกับแสง) และ ณ เวลาใด โดยอาศัยนาฬิกาปรมาณูที่แม่นยำที่สุดแล้ว (แม่นมากถึงระดับ 1 ในล้านวินาที) หน้าที่ของดาวเทียมเอง ก็มีแค่นี้ (ส่งอย่างเดียว) ส่วนที่เหลือ ก็เป็นหน้าที่ของตัวรับสัญญาณต่อไป

รับสัญญาณยังไงให้แม่นๆ

เครื่องจีพีเอสที่วางขายกันอยู่ทั่วๆ ไปนั้น มันก็คือเครื่องรับสัญญาณที่ส่งมาจากดาวเทียม มันรับข้อมูลจากดาวเทียมแล้วเอามาคำนวณระยะทางเพื่อหาพิกัดของ ตัวเองโดยอาศัยหลักการคำนวณที่เรียกว่า ไตรเลเทอเรชั่น (Trilateration) แต่ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนว่า เครื่องรับจีพีเอสมันรู้ได้ไงว่าดาวเทียมอยู่ห่างจากมัน เป็นระยะทางเท่าใดก่อน วิธีก็มีประมาณว่า...

ในเวลาเดียวกับเปี๊ยบ เครื่องรับจีพีเอสกับดาวเทียมจะสร้างรหัสขึ้นมาคนละ 1 ชุด (เป็นรหัสแบบเดียวกัน) ตัวดาวเทียมจะส่งรหัสที่ว่าออกมาทันทีที่ตัวเองสร้าง พอเครื่องรับจีพีเอสรับรหัสมามันก็จะเทียบดูว่า รหัสเดียวกันนี้ มันรับมาได้ตอนเวลาเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับเวลาตอนสร้างรหัสขึ้นมา ก็จะรู้แล้วว่าเครื่องรับห่างจาก ดาวเทียมเวลาเท่าไหร และเมื่อเทียบกับความเร็วในการเดินทางของคลื่นสัญญาณก็จะได้เป็นระยะทางออก มา

นาฬิกาปรมาณู.. อู้..ฮู้.. ไฮโซ...

การคำนวณเวลา เป็นสิ่งสำคัญมากๆ สำหรับวิธีนี้ เพราะต้องมีการเทียบเวลากันอยู่ตลอดเวลา ในดาวเทียมเองก็ไม่น่าสงสัยอะไร เพราะมันทีนาฬิกาปรมาณูอยู่ใน ตัวอยู่แล้ว แต่สำหรับอุปกรณ์ตัวรับราคาไม่แพงเนี่ย... จะทำไงให้มันแม่นได้เท่านาฬิกาปรมาณูล่ะ... วิธีดีสุดก็คือ ให้มันใช้นาฬิกาควอร์ทซ์ (Quartz) ไปนั่นแหละ แต่ให้มันเปลี่ยนเวลาใหม่ตลอดเวลา โดยรับเวลามาจากนาฬิกาปรมาณูในดาวเทียมมาซะงั้นเลย นั่นแสดงว่า ถ้าใครซื้ออุปกรณ์จีพีเอส ก็เสมือนได้นาฬิกาปรมาณู ที่มีราคาประมาณเกือบ 4 ล้านบาท มาใช้กันฟรีๆ อีกด้วย ป๋ามากกกก... แต่ระวังพวกมะกันจะหาว่ามีปรมาณูในครอบครอง...

ส่วนวิธีไตรเลเทอเรชั่นก็...

จากรูปที่ 1 เส้นวงสีแดง (มุมมองแนวราบไปกับผิวโลก) ก็คือพิกัดที่เป็นไปได้บนผิวโลก เมื่อเครื่องรับๆ สัญญาณจากดาวเทียม A ซึ่งแปลว่าดาวเทียมดวงเดียวยังบอก ไม่ได้ว่าเราอยู่พิกัดไหนกันแน่


รูปที่ 1

จากรูปที่ 2 เมื่อเครื่องรับๆ สัญญาณมาจากดาวเทียม B ด้วย เส้นตัดกันระหว่างดาวเทียม A กับ B จะได้เป็นวงสีขาว (มุมมองตั้งฉากกับผิวโลก) เมื่อนำวงสัญญาณ ของดาวเทียม 2 ดวง เราก็จะมีจุดตัดบนพื้นผิวโลก 2 จุด คือ จุดสีแดงและสีเขียว และเมื่อรวมสัญญาณกับดาวเทียม C เราก็จะได้จุดตัดของวงสัญญาณสองจุดเหมือนกัน ได้แก่ จุดสีน้ำเงินและสีแดง แต่จุดบนพื้นผิวโลกมีเพียงจุดเดียว นั่นก็คือ จุดสีแดงนั่นเอง... ในที่สุดเราก็ได้พิกัดที่เราอยู่มาแล้ว


รูปที่ 2

การใช้งานร่วมกับแผนที่

สรุปว่าหลักการของจีพีเอสนั้นก็คือ "การรู้พิกัดตัวเอง" พอรู้แล้ว... แล้วไงอ่ะ การจะนำมาใช้ประโยชน์ได้ดีนั้น มันก็ต้องเอามารวมกับแผนที่ไง... เครื่องรับจีพีเอสก็เลยมักจะมีที่เก็บแผนที่ สำหรับเอาไว้ใช้เทียบกับพิกัดที่ตัวเองคำนวนมาได้ เพื่อจะได้รู้ว่าตำแหน่งของตัวเองอยู่ที่ไหนในแผนที่นั้น ที่เก็บที่ว่าก็อาจเป็นแบบ ฝังในตัวหรืออาจเป็นแผ่นแมมโมรี่ก็ได้

ส่วนตัวแผนที่ๆ จะนำมาใช้กับระบบจีพีเอส หลักๆ แล้วก็มีรายละเอียดเหมือนแผนที่กระดาษ แต่มันจะมีความละเอียดมากกว่าแบบ กระดาษมากๆ อันนี้แล้วแต่ว่าค่ายไหนบริษัทไหนเค้าจะทำออกมาได้ดีแค่ไหน ถ้าเค้าใส่พิกัดของสถานที่ต่างๆ ลงไปในแผนที่ของเค้าได้มาก แผนที่นั้นก็ยิ่งเจ๋ง เช่นใส่ถนนหนทาง ซอยเล็กซอยน้อย ทางลัด ร้านอาหาร ห้าง ปั้มน้ำมัน สถานที่ท่องเที่ยว โรงพยาบาล สถานีตำรวจ และอีกเพียบ ใครเคยลองใช้คงรู้สึกเหมือน นั่งพรหมวิเศษกันเลยทีเดียว ดังนั้นแล้วก่อนจะซื้อจีพีเอสซักเครื่องก็ดูด้วยว่าเค้าให้แผนที่อะไรมา และซอฟแวร์ที่เอาไว้คุมแผนที่ มันถูกใจเราไหม๊เป็นสำคัญ

ใช้งานจริง

หลายๆ บริษัทผู้ผลิตเครื่องรับจีพีเอสได้พัฒนาซอฟแวร์ของตนให้ใช้แผนที่ได้อย่าง ง่ายดาย สะดวกสบาย และดูดีโดยอาศัยระบบมัลติมีเดีย ทั้งภาพกราฟฟิก แอนนิเมชั่นแบบ 3 มิติ และเสียงพูด วิธีใช้งานก็จะแตกต่างกันไป ตัวอย่างวิธีใช้ก็อย่างเช่น

ให้เครื่องโชว์แผนที่เฉยๆ เอาไว้เวลาขับแบบไม่มีจุดหมาย โดยมากมักเกิดขึ้นเวลาอกหัก
กำหนดจุดหมายปลายทาง ซึ่งเราสามารถทำได้หลายวิธีเช่น
- หากเรารู้พิกัดของจุดหมายก็ใส่ลงไปได้เลย
- ค้นหาจุดหมายจากข้อมูลที่แผนที่มีอยู่ โดยการพิมพ์ที่อยู่แบบปกติลงไป
- เลือกจากจุดหมายที่เคยไปมาแล้ว เนื่องจากจีพีเอสสามารถจำทางเหล่านั้นได้ คุณผู้หญิงรู้แล้ว คุณหนุ่มๆ ระวังตรงนี้เอาไว้ด้วย
- เลือกจากจุดหมายที่เครื่องแนะนำให้


รูปจากเครื่องยี่ห้อ การ์มิน รุ่น นูวี (Garmin Nuvi)

ตัวอย่างการนำไปใช้

ก่อนออกเดินทางไปบ้านเพื่อน ณ อำเภอ อมก๋อย คนในรถไม่มีใครรู้ทางเลย แต่โชคดีมากๆ ที่ในรถมีเครื่องรับจีพีเอสด้วย... ความสนุก สะดวก สบายก็เริ่มขึ้น คนขับพิมพ์ที่อยู่ของบ้านเป้าหมายลงไป เพียงแค่นั้น... เครื่องจีพีเอสมันก็เริ่มบอกเส้นทางให้เราขับตามได้ทันที

ระหว่างทางอันยาวไกล คนในรถชักเริ่มหิว จำเป็นต้องหาอะไรมากระแทกท้องกันหน่อย แต่ถ้าจะแวะกินตามร้านไก่ทอดของผู้พันเซนเดอร์ มันก็ออกจะเสียอารมณ์การท่องเที่ยวเกินไป คนขับกดปุ่มในเครื่องรับจีพีเอส ให้มันโชว์ร้านอาหารที่มีชื่อแถวๆ นั้นดู.. ปรากฎว่า... เพียบ... พอเลือกร้านได้ก็แค่กดลงไป เครื่องก็จะนำทางให้เราไปที่ร้านอาหารแทน... กินกันหนำใจแล้วก็เดินทางกันต่อ... ผู้โดยสารคนนึงเกิดอาการปวดท้อง สงสัยจะบริโภคหนักไปหน่อย.. ทำไงดี.. คนขับกดไปที่เครื่องรับจีพีเอส บอกให้มันโชว์โรงพยาบาลแถวๆ นั้นดูอีก... แล้วก็ให้มันพาไป.. หลังจากหาหมอ อาการดีขึ้น... ก็ไปกันต่อ.. คราวนี้น้ำมันรถจะหมดแล้ว เราจะเติมน้ำมันที่ไหนดี เจ้าเครื่องจีพีเอสมันก็บอกได้อีก แหม.. นายแน่มาก..

พอไปถึงบ้านเพื่อนที่อมก๋อย.. เพื่อนๆ ก็ขอให้เจ้าถิ่นนำเที่ยวซะเลย... แต่เจ้าถิ่นบอกว่า "เฮาบ่ฮู้จักตี้เตี่ยวดอก... เฮาเรียนอยู่ตี้บางกอกกับพวกยูนั่นแหละ... ชอร์ยี่นะ..." อ้าว เวรกรรม... แต่ไม่เป็นไรเพราะเรามีจีพีเอสนิ๊... ตลอดทั้งวันนั้นเจ้าเครื่องจีพีเอสก็ทำหน้าที่นำเจ้าถิ่นเที่ยวซะงั้น... หยามกันสุดๆ.. หลังจากที่ล่ำลากันเรียบร้อย... คนขับก็กดรูปบ้าน เครื่องก็นำทางกลับบ้านได้ทันที แต่ระหว่างทางก็ กินไป เที่ยวไป สบายใจเฉิบ ตกดึกแล้วยังไปไม่ถึงไหนเลย สงสัยแวะเที่ยวกันมากไป ขับดึกๆ มันอันตราย ก็บอกให้เจ้าจีพีเอสหาโรงแรมดีๆ พักก่อนดีกว่า

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า จีพีเอสเป็นที่พึ่งแห่งเราได้นะ

ลูกเล่นพลอยได้

ไหนๆ ก็รับข้อมูลแบบตลอดเวลาจากดาวเทียมแล้ว ไม่ว่าดาวเทียมจะส่งอะไรมาเราก็รับเอามาใช้ได้ด้วย ในเครื่องรับบางรุ่นมันไม่ใช่แค่นำทาง แต่มันทำได้ อีกหลายๆ อย่างด้วย เช่น เครื่องเล่นเอมพี 3 ดูรูป เครื่องเล่านิทาน นาฬิกาโลก คำนวนอัตราค่าเงิน คำนวนหน่วยวัด พยากรอากาศ สภาพการจราจร เครื่องแปลภาษา และยังสามารถเชื่อมต่อผ่านระบบไร้สายบลูทูธไปที่โทรศัพท์มือถือของเราด้วย เวลามีคนโทรเข้ามามันก็ทำหน้าที่เป็นแฮนด์ฟรีให้เลยก็ได้

และจากความสามารถด้านการคำนวนพิกัด ทำให้มันสามารถคำนวนความเร็วที่เรากำลังเดินทางอยู่ได้อย่างแม่นยำด้วย แม่นกว่าเกจ์วัดความเร็วในรถ เราแน่นอน นอกจากความเร็วแล้ว มันก็คำนวนความเร็วเฉลี่ย ความเร็วสูงสุด เวลาที่ใช้รวม.. อืมม.. มันคล้ายๆ กับในแท็กซี่มิเตอร์เนอะ.. และแน่นอน ว่ามันทำหน้าที่เป็นเข็มทิศที่เจ๋งที่สุดได้อีกด้วย

ที่มา
เว็บไซท์ของ Garmin, Magellan, HP
http://www.af.mil/factsheets/factsheet.asp?fsID=119
 
ช่วงล่างถุงลม
Written by Administrator   
Monday, 02 February 2009 04:45

โดย ปกติ ความนุ่มนวลกับความสามารถในการแบบน้ำหนักมากๆ มักจะไม่ค่อยไปด้วยกันนัก เนื่องจากว่าถ้าปรับช่วงล่างให้นิ่มนวล เวลาบรรทุกของหนักๆ (หรือแม้แต่น้ำหนักตัวรถเอง) รถก็จะโยนตัวมากทำให้ทรงตัวยาก แถมพาลจะทำให้โช๊คแตกอีกต่างหาก แต่ถ้าปรับช่วงล่างให้แข็งเรื่องแบกของก็หายห่วง แต่ความนุ่มมันก็หายไปเหมือนกัน... จะปรับความนุ่ม-แข็งแต่ละครั้งก็หมายถึงการรื้อช่วงล่างกันยกใหญ่กันที เดียว... ปัญหาทั้งหลายเหล่านี้จะหมดไปหากคุณเปลี่ยมมาใช้ช่วงล่างแบบถุงลมโป่งพอง นี้....

ระบบช่วงล่างแบบถุงลมนี้ ก็เลยเป็นระบบรองรับแรงกระแทกที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ จากเมื่อก่อนระบบนี้มักจะอยู่ในรถยนต์ขนาดใหญ่อย่างรถเมย์ไฮโซ หรือรถไฟฟ้าบีทีเอสบ้านเราก็ใช้ ลองสังเกตุดู ทั้งนี้เนื่องจากคุณสมบัติเด่นของมันในแง่ของการปรับการรับน้ำหนักมากๆ ได้ดี และสามารถสร้างความนุ่มนวลในการขับขี่ก็ได้ ด้วยเหตุนี้ สมัยนี้ไม่ว่าจะเป็นรถเก๋งชั้นหรูเลิศ รถ SUV ขนาดใหญ่ หรือรถตู้ไฮโซๆ ต่างก็หันมาใช้ช่วงล่างแบบนี้กัน เพราะนับวันอุปกรณ์ไฮเทคมากมายกับน้ำหนักที่หนักขึ้น ทุกที แต่รถหรู... ยังไงก็ต้องนิ่ม เพราะเดี๋ยวป๋าๆ จะช้ำในซะหมด... งั้นก็มาดูว่ามันเป็นยังไงกันเลยดีกว่า

เท้าความกันซักกะนิด

แล้วที่ว่าถุงลมโป่งพองเนี๊ย... มันอยู่ตรงไหนของช่วงล่างน๊ะ... อันนี้ต้องเอามาเทียบกับระบบช่วงล่างแบบเดิมๆ ท่าจะดี โดยทั่วๆ ไปช่วงล่างมักจะมีอุปกรณ์ในการรับแรง กระแทกอยู่ 2 อย่างคู่กัน นั่นก็คือ
1. ตัวรับแรงกระแทก ซึ่งมักจะใช้เหล็กมาทำเป็นขดสปริง หรืออาจทำเป็นเหล็กแท่งแบบแหนบหรือทอร์ชั่นบาร์
2. ตัวดูดซับแล้วกระจายแรง ที่มักจะทำเป็นแท่งน้ำมันมีวาล์ววิ่งขึ้น-ลงอยู่ข้างใน ทำให้หนืดๆ ที่เค้าเรียกกันว่า แดมเปอร์ ช๊อคแอ๊บซอร์บเบอร์หรือโช๊คอัพนั่นเอง

แข็ง-นิ่ม-สูง-ต่ำ ก็ทำได้ทั้งซ้ายขวา

สำหรับช่วงล่างแบบถุงลมนี้ มันจะทำหน้าที่แทนตัวรับแรงกระแทกอย่างสปริงนั่นเอง (แต่ในบางระบบอาจใช้งานร่วมกัน) เรามาเปรียบเทียบกับการใช้สปริงในระบบช่วงล่าง แบบทั่วๆ ไปกันก่อนดีกว่า

สปริงแข็ง = อัดลมในถุงลมมาก = ช่วงล่างแข็ง = รับน้ำหนักได้มาก
สปริงอ่อน = อัดลมในถุงลมอ่อน = ช่วงล่างนิ่ม = ขับขี่ได้นุ่มนวล
ยกสปริงให้สูง = อัดลมให้ถุงลมยืดตัว = ยกรถให้สูงขึ้น = ลุยได้มากขึ้น
ใส่สปริงให้ต่ำ = เอาลมออก = โหลดรถให้ต่ำลง = ลดการต้านลมเวลาวิ่ง หรือ ขึ้น-ลงรถได้สะดวกขึ้น

หรืออาจใช้ในการช่วยสร้างความสมดุลให้ตัวรถก็ได้ ซึ่งช่วงล่างแบบปกติไม่สามารถทำได้ เช่น ในกรณีที่บรรทุกของหนักมากๆ ทำให้หน้ายก ก็สามารถอัดลมเข้าไปในถุงลมเฉพาะด้านหลัง เพื่อให้รับน้ำหนักได้มากขึ้นโดยไม่ยุบลงไปก็ได้ หรือในกรณีที่บรรทุกของหนักไปข้างหนึ่ง ก็สามารถอัดลมเข้าไปในถุงลมเฉพาะข้างซ้ายหรือขวาก็ได้เช่นกัน ทำให้รถยังคงรักษาระดับได้เหมือนเดิม

จากที่กล่าวมาแล้วตอนต้นแล้วว่า นอกจากปรับความแข็งหรือนุ่มนวลของช่วงล่างได้แล้ว ช่วงล่างถุงลมนี้ก็มักจะถูกนำไปใช้ให้ทำหน้าที่ในการปรับความสูงของตัวรถ โดยเมื่ออัดลมเข้าไป มันก็จะทำให้ถุงลมยืดตัวขึ้น ตัวรถก็จะถูกยกให้สูงขึ้น พอเอาลมออกรถก็เตี้ยลงๆ... งานนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับรถ SUV ไฮโซๆ ที่มักจะถูกใช้ในเมือง ก็ปรับให้มันเตี้ยๆ ไว้ จะได้ทรงตัวได้ดีๆ ขึ้น-ลงก็สะดวก และพออยากเข้าป่าก็ค่อยอัดลมเข้าไป ยกให้สูงแล้วค่อยลุยต่อ... ประโยชน์อีกอย่างสำหรับการยกขึ้นยกลงก็คือ สามารถใช้ประโยชน์ เวลารถต้องแบบของหนักๆ ที่ด้านหลัง เป็นเหตุให้เกิดอาการหัวเชิด หยิ่งเกินไป... เราก็สามารถอัดอากาศเข้าไปในถุงลมที่ล้อด้านหลังซะ... แค่นี้หน้าก็ไม่เชิดแล้ว

แล้วมันมีกี่แบบ

การจะใช้ถุงลมเพื่อการรับน้ำหนักมากๆ อย่างเดียวหรือจะให้ยกรถได้ก็ขึ้นอยู่กับการออกแบบตัวถุงลมนี้ด้วย ที่ใช้อยู่ในรถยนต์ทั่วๆ ไป ก็มีอยู่ 2 แบบหลักๆ คือ

1. ถุงกลับด้านได้ Reversible Sleeve มีลักษณะเป็นทรงกระบอก มีฐานรองสามารถปรับแต่งให้เข้ากับช่วงล่างเดิมได้ง่าย
2. ถุงแบบปล้อง Convoluted มีลักษณะเป็นข้อๆ เหมือนสปริง

สรุปการนำไปใช้งาน

1. ถ้าอยู่ในรถหรู มันก็ให้ความนุ่มนวลได้แบบเลิศหรูเลยล่ะ
2. ถ้าอยู่ในรถ SUV ใหญ่ มันก็ทั้งนุ่มทั้งยืดหยุ่น ยกขึ้นยกลง ปรับระดับความสูงได้ตามสภาพถนนกันอย่างสนุกสนาน
3. ถ้าอยู่ในรถบรรทุก มันก็สามารถปรับช่วงล่างให้รับน้ำหนักได้ตามน้ำหนักสัมภาระ และสามารถปรับให้ตัวรถรักษาระดับให้ขนานพื้นเอาไว้
4. ถ้าอยู่ในรถแต่งโหลดสุดๆ ที่เค้าเรียกกันว่า โลว์ไรเดอร์ ก็ใช้แทนระบบไฮดรอลิกได้เลย ยกขึ้นลงได้เหมือนกัน แต่น้ำหนักเบากว่าเพราะไม่ต้องใช้แบต

ที่มา : www.fsip.com
http://www.tuninglinx.com/html/spring-rate.html http://www.airsprings.com.au/Airide_Definitions.cfm http://www.accessconnect.com/steel_vs_air_suspension.htm
 
ช่วงล่างแบบแมคเฟอร์สันสตรัท
Written by Administrator   
Monday, 02 February 2009 04:42


ผู้ ออกแบบสตรัทแบบนี้ชื่อนายแมคเฟอร์สัน (Earl S. MacPherson) ก็เลยเรียกว่า แมคเฟอร์สัน สตรัท มีรูปร่างเป็นแท่งๆ ตรงกลางเป็นแท่งแดมเปอร์ อัดน้ำมัน ทำหน้าที่สร้างความหนืด ภายนอกก็มีขดสปริงล้อม ทำหน้าที่ดูดซับแรงกระแทก ปลายด้านบนก็มีจุดยึดกับตัวถัง ส่วนที่ปลายด้านล่างก็มีโครงสร้างรองรับ กับช่วงล่าง (อาจเป็นจุดหมุนของคันบังคับเลี้ยวก็ได้ แล้วแต่แบบ) ช่วงล่างแบบนี้เป็นที่นิยมมาก แต่ส่วนใหญ่จะนิยมใช้กับช่วงล่างด้านหน้ามากกว่า

สรุปหน้าที่ของ สตรัท มี 2 อย่าง

1. ทำหน้าที่เป็นตัวรองรับแรงการแทก เหมือนกับในช๊อคอัพทั่วๆ ไป
2. ทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งในโครงสร้างของช่วงล่าง จึงจะต้องทำหน้าที่ๆ ส่งผลต่อการควบคุมหลายๆ อย่างทั้ง เบรค การเลี้ยว หรือการตั้งศูนย์ล้อด้วย

ข้อดี

ก็คือ ประหยัดพื้นที่ภายในห้องเครื่อง ซึ่งมีผลต่อพื้นที่ในห้องโดยสารที่เพิ่มขึ้นได้ด้วย เหมาะมากสำหรับรถยนต์ที่วางเครื่องขวางด้านหน้าขับเคลื่อนล้อหน้า ที่สำคัญ... ต้นทุนผลิตต่ำด้วย

ข้อไม่ค่อยดี

ตอนที่ล้อเด้งขึ้น-ลงหรือเคลื่อนที่ในแนวดิ่ง ล้อจะเคลื่อนไปทางด้านข้างด้วยเล็กน้อย ส่งผลไม่ดีต่อความหนึบในการขับขี่ไปบ้าง อีกทั้งยังมีข้อจำกัดในการปรับมุมองศาต่างๆ ก็เลยปรับแต่งได้ยากกว่าช่วงล่างแบบปีกนก และที่แย่กว่านั้นก็เรื่องที่ว่า มันมักจะส่งผลให้เกิดอาการ "หน้าไถ" หรือ Understeering ด้วย... ส่งผลทำให้การขับขี่ไม่ค่อยหนุกเท่าไหร่อ่ะนะ... อีกเรื่องก็คือ ด้วยรูปร่างที่เป็นแท่งๆ ที่ต่อมาจากล้อขึ้นไปยึดกับตัวถังโดยตรง ทำให้เกิดการส่งผ่านแรงสั่นสะเทือนมาที่ตัวถังรถด้วย ส่งผลให้เกิดเสียงดังได้ด้วย แต่ก็สามารถใส่ตัวช่วยซับ แรงหรือซับเสียวได้ไม่ใช่เรื่องใหญ่นัก...

ที่มา:
http://www.monroe.com/tech_support/tec_struts.asp
http://en.wikipedia.org/wiki/MacPherson_strut
http://www.gabriel.com/

 
ถุงลมนิรภัย
Written by Administrator   
Monday, 02 February 2009 03:17


หาก จะซื้อรถใหม่ซักคัน แล้วต้องเลือกออพชั่นระหว่าง เบาะหนังแท้ กับ ถุงลมนิรภัย คุณจะเลือกอะไร ถ้าคำตอบของคุณคือ เบาะหนังแท้ล่ะก็บทความนี้อาจทำให้คุณเปลี่ยนใจ แต่ถ้าคุณตอบว่า ถุงลม บทความนี้ก็จะย้ำว่าเงินที่คุณเสียไปให้มันนั้น คุ้มค่าแค่ไหน ขอสรุปสั้นๆว่า มันก็เหมือนกับการซื้อประกันชีวิตนั้นแหล่ะครับ อยากมีเอาไว้แต่ไม่อยากจะใช้มัน

ตามหลักการง่ายๆ จากวิชาฟิสิกซ์

ลองนึกถึงเวลาเราเดินแล้วบังเอิญศีรษะไปชนกับมุมตู้(ซุ่มซ่าม) เล่นเอาเจ็บตัวกันจริงๆจังๆได้เหมือนกัน นั่นเป็นเพียงการใช้ความเร็วของการเดินเองนะครับ เอาเป็นว่าอย่างเร็วก็ 5 กม./ชม. ก็ยังเจ็บได้ แล้วรถยนต์ที่วิ่งกันแบบถูกกฏหมาย 80 กม./ชม. (มีใครวิ่งแค่นั้นยกมือขึ้น...) ก็เท่ากับว่าเราวิ่งด้วยความเร็วเท่ากัน หากเกิดการชนในความเร็วขนาดนั้นก็เท่ากันว่า ตัวเราจะต้องพุ่งไปปะทะกับพวงมาลัย คอนโซลหน้า หรือกระจกหน้ารถด้วยความเร็วขนาดนั้นเชียว ไม่อยากจะคิดถึงสภาพ...

แม้ว่าการคาดเข็มขัดนิรภัย จะช่วยลดความเร็วเอาไว้ได้บ้าง แต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอสำหรับการชนที่รุ่นแรง เนื่องจากการชนที่ความเร็วสูงนั้น จะมีแรงมหาศาลที่จะทำให้โครงสร้างของอุปกรณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เบาะ เข็มขัดนิรภัย ยืดตัวพาตัวเราพุ่งเข้าไปชนกับวัตถุด้านหน้าได้อยู่ดี ดังนั้นจะต้องมี ตัวกันการปะทะนี้ และถุงลมนิรภัยก็คือคำตอบ

ถุงลมนิรภัย จะต้องรับภาระนี้และต้องทำงานด้วยความรวดเร็วมาก เนื่องจากเหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นนับเป็นมิลลิวินาทีกันเลยทีเดียว โดยมีส่วนประกอบหลักๆอยู่ 3 อย่างคือ ถุงผ้าไนลอน เซนเซอร์ตรวจจับการชนและระบบพองลม ซึ่งอาศัย sodium azide (NaN3) ทำปฏิกิริยากับ potassium nitrate (KNO3) เพื่อสร้างแก๊ส nitrogen



ขั้นตอนของการทำงาน ง่ายๆ แต่ได้ผลดี

1. เซนเซอร์ตรวจจับว่ามีการชนเกิดขึ้น
2. สัญญานจากตัวเซนเซอร์ถูกส่งไปยังตัวจุดปฏิกิริยา
3. ปฏิกิริยาระหว่างโซเดียมอาไซด์กับโปแตสเซียมไนเตรท ทำให้เกิดแก๊ซไนโตรเจนขึ้นอย่างรวดเร็วมาก
4. แก๊ซไนโตรเจน สามารถทำให้ถุงผ้าไนลอนพองตัวขึ้นด้วยความเร็วมากถึง 322 กม./ชม. (เรียกว่าระเบิดก็คงไม่ผิด)
5. แก๊ซจะซึมออกจากถุงผ้าด้วยความรวดเร็วเพื่อเป็นการลดแรงกระแทกส่วนหนึ่งและเพื่อให้ผู้ประสบอุบัติเหตุสามารถขยับตัวได้

ขั้นตอนทั้งหมดดังกล่าวเกิดขึ้นด้วยความรวดเร็วมาก ประมาณ 0.04 วินาที ซึ่งเร็วพอที่จะรักษาชีวิตของท่านได้ และหากสังเกตุดีๆ จะเห็นผงแป้งฟุ้งไปหมดจากการระเบิดของถุงลม ซึ่งก็ไม่ใช่สารพิษอะไร นั่นเป็นเพียงแค่แป้งข้าวโพดที่ บรรจุเอาไว้กับถุงลมขณะพับเก็บอยู่เพื่อคงสภาพความยืดหยุ่นและหล่อลื่นให้ ถุงลมขณะเกิดการระเบิดนั่นเอง

การใช้งานอย่างปลอดภัย



ถุงลมนิรภัยเป็นอุปกรณ์ที่มีประโยชน์มากๆ แต่ก็สามารถเพิ่มอันตรายให้ผู้ใช้รถได้เช่นกันหากผู้ใช้งานไม่ได้ปฏิบัติตาม ข้อแนะนำการใช้ ดังนั้นผู้ใช้จำเป็นอย่างมากที่จะต้องเข้าใจหลักการทำงานเพื่อความปลอดภัย ที่สมบูรณ์แบบ ข้อควรปฏิบัติ ในการใช้งานรถยนต์ที่ติดตั้งถุงลมนิรภัยนั้นขอสรุปเป็นข้อๆ ดังนี้

1. ต้องคาดเข็มขัดนิรภัยตลอดเวลา ไม่เช่นนั้นแล้ว ตัวคุณจะกระแทกพวงมาลัยหรือกระจกหน้ารถก่อนแล้วโดนถุงลมระเบิดอัดและจะ อันตรายมากกว่าเดิม
2. คนขับควรนั่งห่างจากถุงลม ประมาณ 25 ซม. ขึ้นไป วัดจากหน้าอกไปที่กึ่งกลางพวงมาลัย
3. ห้ามติดตั้งเก้าอี้เด็กหันหลังเข้าหาคอนโซล และให้ยึดติดกับที่นั่งด้านหลังเท่านั้น โดยเฉพาะรถยนต์ที่ติดตั้งถุงลมนิรภัยข้าง
4. เด็กหรือผู้โดยสารที่มีขนาดตัวเล็ก ควรติดตั้งอุปกรณ์เสริมสำหรับปรับระดับการนั่งหรือปรับระดับเข็มขัดนิรภัย
5. ห้ามวางสิ่งของขวางระยะการทำงานของถุงลม (หลายคนชอบติดของตกแต่งไว้หน้ารถ ลองนึกดูว่า มันจะวิ่งด้วยความเร็ว 300 กม./ชม. มาหาคุณ)
6. สำหรับรถที่มีสวิตช์ปิดระบบถุงลมนิรภัยด้านหน้า สถาบันด้านความปลอดภัยส่วนใหญ่จะแนะนำว่าไม่ควรปิด (Insurance Institute for Highway Safety, Highway Loss Data Institute แนะนำเช่นนั้นด้วย)

ถุงลมนิรภัยลักษณะต่างๆ

ดูเหมือนว่าถุงลมนิรภัยจะเป็นอุปกรณ์หลักในระบบความปลอดภัยเชิงรับ และมีการนำไปติดตั้งในตำแหน่างต่างๆมากมาย เช่น ถุงลมนิรภัยสำหรับคนขับ สำหรับผู้โดยสารหน้าและหลัง สำหรับเข่า สำหรับศีรษะ ถุงลมนิรภัยด้านข้าง ถุงลมนิรภัยแบบม่าน เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีความก้าวหน้าในการพัฒนารูปแบบการทำงานในลักษณะต่างๆ มากมายเช่น

ถุงลมนิรภัยแบบปรับแรงอัตโนมัติ Dual Stage หรือ Advanced - ถุงลมนิรภัยสามารถทำงานด้วยแรงอัดที่ต่างกันสองแบบ คือในกรณีที่มีการชนรุ่นแรง ถุงลมจะทำงานที่แรงอัดเต็ม 100% และในกรณีที่เกิดการชนไม่รุ่นแรงมาก ถุงลมจะทำงาน ที่แรงดันต่ำลงเพื่อลดการกระแทกที่ไม่จำเป็นลง

ถุงลมนิรภัยแบบประกบ Twin-Chamber - โตโยต้าได้พัฒนาถุงลมนิรภัยที่มีรูปร่างที่เหมาะสมในการรองรับยิ่งขึ้น สามารถรองรับแรงกระแทกของศีรษะและไหล่ที่กระทบกับถุงลมได้ดีขึ้น



ระบบตรวจจับการนั่งเพื่อปรับการทำงานของถุงลม - จากัวร์ได้ติดตั้งระบบ Adaptive Restraint Technology System (ARTS) ที่ทำงานร่วมกับระบบถุงลมนิรภัยโดยเพิ่มเซนเซอร์อัลตร้าโซนิคตรวจจับท่านั่ง และปรับการทำงานของถุงลมให้เหมาะสมตามการนั่งได้



ปล. ความเร็วที่ใช้เป็นมาตรฐานการทดสอบความปลอดภัยจากการชน คือ 64.4 กม./ชม. (Insurance Institute for Highway Safety, U.S.A.) และสำหรับ EuroENCAP ใช้ความเร็วสำหรับการชนด้านหน้า 64 กม./ชม. (ชนเฉียงกับวัตถุที่ยุบตัวได้เล็กน้อย) ใช้ความเร็ว 50 กม./ชม. สำหรับการชนด้านข้างและ 29 กม./ชม. สำหรับการทดสอบชนด้วยเสาจากด้านข้าง

ที่มา :
http://www.lanl.gov
http://www.iihs.org
เว็บไซท์เล็กซัสและจากัวร์
http://www.edmunds.com

Last Updated on Monday, 02 February 2009 03:19
 
<< Start < Prev 1 2 3 4 5 Next > End >>

Page 1 of 5
Joomla 1.5 Templates by Joomlashack