|
|
|
Written by Administrator
|
|
Monday, 02 February 2009 04:45 |
โดย ปกติ ความนุ่มนวลกับความสามารถในการแบบน้ำหนักมากๆ มักจะไม่ค่อยไปด้วยกันนัก เนื่องจากว่าถ้าปรับช่วงล่างให้นิ่มนวล เวลาบรรทุกของหนักๆ (หรือแม้แต่น้ำหนักตัวรถเอง) รถก็จะโยนตัวมากทำให้ทรงตัวยาก แถมพาลจะทำให้โช๊คแตกอีกต่างหาก แต่ถ้าปรับช่วงล่างให้แข็งเรื่องแบกของก็หายห่วง แต่ความนุ่มมันก็หายไปเหมือนกัน... จะปรับความนุ่ม-แข็งแต่ละครั้งก็หมายถึงการรื้อช่วงล่างกันยกใหญ่กันที เดียว... ปัญหาทั้งหลายเหล่านี้จะหมดไปหากคุณเปลี่ยมมาใช้ช่วงล่างแบบถุงลมโป่งพอง นี้....
ระบบช่วงล่างแบบถุงลมนี้ ก็เลยเป็นระบบรองรับแรงกระแทกที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ จากเมื่อก่อนระบบนี้มักจะอยู่ในรถยนต์ขนาดใหญ่อย่างรถเมย์ไฮโซ หรือรถไฟฟ้าบีทีเอสบ้านเราก็ใช้ ลองสังเกตุดู ทั้งนี้เนื่องจากคุณสมบัติเด่นของมันในแง่ของการปรับการรับน้ำหนักมากๆ ได้ดี และสามารถสร้างความนุ่มนวลในการขับขี่ก็ได้ ด้วยเหตุนี้ สมัยนี้ไม่ว่าจะเป็นรถเก๋งชั้นหรูเลิศ รถ SUV ขนาดใหญ่ หรือรถตู้ไฮโซๆ ต่างก็หันมาใช้ช่วงล่างแบบนี้กัน เพราะนับวันอุปกรณ์ไฮเทคมากมายกับน้ำหนักที่หนักขึ้น ทุกที แต่รถหรู... ยังไงก็ต้องนิ่ม เพราะเดี๋ยวป๋าๆ จะช้ำในซะหมด... งั้นก็มาดูว่ามันเป็นยังไงกันเลยดีกว่า
เท้าความกันซักกะนิด
แล้วที่ว่าถุงลมโป่งพองเนี๊ย... มันอยู่ตรงไหนของช่วงล่างน๊ะ... อันนี้ต้องเอามาเทียบกับระบบช่วงล่างแบบเดิมๆ ท่าจะดี โดยทั่วๆ ไปช่วงล่างมักจะมีอุปกรณ์ในการรับแรง กระแทกอยู่ 2 อย่างคู่กัน นั่นก็คือ 1. ตัวรับแรงกระแทก ซึ่งมักจะใช้เหล็กมาทำเป็นขดสปริง หรืออาจทำเป็นเหล็กแท่งแบบแหนบหรือทอร์ชั่นบาร์ 2. ตัวดูดซับแล้วกระจายแรง ที่มักจะทำเป็นแท่งน้ำมันมีวาล์ววิ่งขึ้น-ลงอยู่ข้างใน ทำให้หนืดๆ ที่เค้าเรียกกันว่า แดมเปอร์ ช๊อคแอ๊บซอร์บเบอร์หรือโช๊คอัพนั่นเอง
แข็ง-นิ่ม-สูง-ต่ำ ก็ทำได้ทั้งซ้ายขวา
สำหรับช่วงล่างแบบถุงลมนี้ มันจะทำหน้าที่แทนตัวรับแรงกระแทกอย่างสปริงนั่นเอง (แต่ในบางระบบอาจใช้งานร่วมกัน) เรามาเปรียบเทียบกับการใช้สปริงในระบบช่วงล่าง แบบทั่วๆ ไปกันก่อนดีกว่า
สปริงแข็ง = อัดลมในถุงลมมาก = ช่วงล่างแข็ง = รับน้ำหนักได้มาก สปริงอ่อน = อัดลมในถุงลมอ่อน = ช่วงล่างนิ่ม = ขับขี่ได้นุ่มนวล ยกสปริงให้สูง = อัดลมให้ถุงลมยืดตัว = ยกรถให้สูงขึ้น = ลุยได้มากขึ้น ใส่สปริงให้ต่ำ = เอาลมออก = โหลดรถให้ต่ำลง = ลดการต้านลมเวลาวิ่ง หรือ ขึ้น-ลงรถได้สะดวกขึ้น
หรืออาจใช้ในการช่วยสร้างความสมดุลให้ตัวรถก็ได้ ซึ่งช่วงล่างแบบปกติไม่สามารถทำได้ เช่น ในกรณีที่บรรทุกของหนักมากๆ ทำให้หน้ายก ก็สามารถอัดลมเข้าไปในถุงลมเฉพาะด้านหลัง เพื่อให้รับน้ำหนักได้มากขึ้นโดยไม่ยุบลงไปก็ได้ หรือในกรณีที่บรรทุกของหนักไปข้างหนึ่ง ก็สามารถอัดลมเข้าไปในถุงลมเฉพาะข้างซ้ายหรือขวาก็ได้เช่นกัน ทำให้รถยังคงรักษาระดับได้เหมือนเดิม
จากที่กล่าวมาแล้วตอนต้นแล้วว่า นอกจากปรับความแข็งหรือนุ่มนวลของช่วงล่างได้แล้ว ช่วงล่างถุงลมนี้ก็มักจะถูกนำไปใช้ให้ทำหน้าที่ในการปรับความสูงของตัวรถ โดยเมื่ออัดลมเข้าไป มันก็จะทำให้ถุงลมยืดตัวขึ้น ตัวรถก็จะถูกยกให้สูงขึ้น พอเอาลมออกรถก็เตี้ยลงๆ... งานนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับรถ SUV ไฮโซๆ ที่มักจะถูกใช้ในเมือง ก็ปรับให้มันเตี้ยๆ ไว้ จะได้ทรงตัวได้ดีๆ ขึ้น-ลงก็สะดวก และพออยากเข้าป่าก็ค่อยอัดลมเข้าไป ยกให้สูงแล้วค่อยลุยต่อ... ประโยชน์อีกอย่างสำหรับการยกขึ้นยกลงก็คือ สามารถใช้ประโยชน์ เวลารถต้องแบบของหนักๆ ที่ด้านหลัง เป็นเหตุให้เกิดอาการหัวเชิด หยิ่งเกินไป... เราก็สามารถอัดอากาศเข้าไปในถุงลมที่ล้อด้านหลังซะ... แค่นี้หน้าก็ไม่เชิดแล้ว
แล้วมันมีกี่แบบ
การจะใช้ถุงลมเพื่อการรับน้ำหนักมากๆ อย่างเดียวหรือจะให้ยกรถได้ก็ขึ้นอยู่กับการออกแบบตัวถุงลมนี้ด้วย ที่ใช้อยู่ในรถยนต์ทั่วๆ ไป ก็มีอยู่ 2 แบบหลักๆ คือ
1. ถุงกลับด้านได้ Reversible Sleeve มีลักษณะเป็นทรงกระบอก มีฐานรองสามารถปรับแต่งให้เข้ากับช่วงล่างเดิมได้ง่าย 2. ถุงแบบปล้อง Convoluted มีลักษณะเป็นข้อๆ เหมือนสปริง
สรุปการนำไปใช้งาน
1. ถ้าอยู่ในรถหรู มันก็ให้ความนุ่มนวลได้แบบเลิศหรูเลยล่ะ 2. ถ้าอยู่ในรถ SUV ใหญ่ มันก็ทั้งนุ่มทั้งยืดหยุ่น ยกขึ้นยกลง ปรับระดับความสูงได้ตามสภาพถนนกันอย่างสนุกสนาน 3. ถ้าอยู่ในรถบรรทุก มันก็สามารถปรับช่วงล่างให้รับน้ำหนักได้ตามน้ำหนักสัมภาระ และสามารถปรับให้ตัวรถรักษาระดับให้ขนานพื้นเอาไว้ 4. ถ้าอยู่ในรถแต่งโหลดสุดๆ ที่เค้าเรียกกันว่า โลว์ไรเดอร์ ก็ใช้แทนระบบไฮดรอลิกได้เลย ยกขึ้นลงได้เหมือนกัน แต่น้ำหนักเบากว่าเพราะไม่ต้องใช้แบต
ที่มา : www.fsip.com http://www.tuninglinx.com/html/spring-rate.html http://www.airsprings.com.au/Airide_Definitions.cfm http://www.accessconnect.com/steel_vs_air_suspension.htm |
|
Written by Administrator
|
|
Monday, 02 February 2009 04:42 |
ผู้ ออกแบบสตรัทแบบนี้ชื่อนายแมคเฟอร์สัน (Earl S. MacPherson) ก็เลยเรียกว่า แมคเฟอร์สัน สตรัท มีรูปร่างเป็นแท่งๆ ตรงกลางเป็นแท่งแดมเปอร์ อัดน้ำมัน ทำหน้าที่สร้างความหนืด ภายนอกก็มีขดสปริงล้อม ทำหน้าที่ดูดซับแรงกระแทก ปลายด้านบนก็มีจุดยึดกับตัวถัง ส่วนที่ปลายด้านล่างก็มีโครงสร้างรองรับ กับช่วงล่าง (อาจเป็นจุดหมุนของคันบังคับเลี้ยวก็ได้ แล้วแต่แบบ) ช่วงล่างแบบนี้เป็นที่นิยมมาก แต่ส่วนใหญ่จะนิยมใช้กับช่วงล่างด้านหน้ามากกว่า
สรุปหน้าที่ของ สตรัท มี 2 อย่าง
1. ทำหน้าที่เป็นตัวรองรับแรงการแทก เหมือนกับในช๊อคอัพทั่วๆ ไป 2. ทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งในโครงสร้างของช่วงล่าง จึงจะต้องทำหน้าที่ๆ ส่งผลต่อการควบคุมหลายๆ อย่างทั้ง เบรค การเลี้ยว หรือการตั้งศูนย์ล้อด้วย
ข้อดี
ก็คือ ประหยัดพื้นที่ภายในห้องเครื่อง ซึ่งมีผลต่อพื้นที่ในห้องโดยสารที่เพิ่มขึ้นได้ด้วย เหมาะมากสำหรับรถยนต์ที่วางเครื่องขวางด้านหน้าขับเคลื่อนล้อหน้า ที่สำคัญ... ต้นทุนผลิตต่ำด้วย
ข้อไม่ค่อยดี
ตอนที่ล้อเด้งขึ้น-ลงหรือเคลื่อนที่ในแนวดิ่ง ล้อจะเคลื่อนไปทางด้านข้างด้วยเล็กน้อย ส่งผลไม่ดีต่อความหนึบในการขับขี่ไปบ้าง อีกทั้งยังมีข้อจำกัดในการปรับมุมองศาต่างๆ ก็เลยปรับแต่งได้ยากกว่าช่วงล่างแบบปีกนก และที่แย่กว่านั้นก็เรื่องที่ว่า มันมักจะส่งผลให้เกิดอาการ "หน้าไถ" หรือ Understeering ด้วย... ส่งผลทำให้การขับขี่ไม่ค่อยหนุกเท่าไหร่อ่ะนะ... อีกเรื่องก็คือ ด้วยรูปร่างที่เป็นแท่งๆ ที่ต่อมาจากล้อขึ้นไปยึดกับตัวถังโดยตรง ทำให้เกิดการส่งผ่านแรงสั่นสะเทือนมาที่ตัวถังรถด้วย ส่งผลให้เกิดเสียงดังได้ด้วย แต่ก็สามารถใส่ตัวช่วยซับ แรงหรือซับเสียวได้ไม่ใช่เรื่องใหญ่นัก...
ที่มา: http://www.monroe.com/tech_support/tec_struts.asp http://en.wikipedia.org/wiki/MacPherson_strut http://www.gabriel.com/ |
|
|
|
|
<< Start < Prev 1 2 3 4 5 Next > End >>
|
|
Page 1 of 5 |