A Free Template From Joomlashack

A Free Template From Joomlashack

เพิ่มนิดปรับหน่อยก็แหล่มแล้ว
Written by Administrator   
Thursday, 19 March 2009 14:46
การปรับโฉมของสุดยอดรถสปอร์ตขนาดกลางอย่างลัมโบกินี่กายญาโด้ในครั้งนี้ ดูเหมือนจะเพียงพอแล้วสำหรับ รถยนต์ที่สวยสดงดงามคันนี้ มันพร้อมแล้วที่จะต่อกรกับบรรดาม้าป่า งูพิษ หรือ ก๊อสซิลล่าทั้งหลายได้อย่าง สมเกียรติแล้ว... แต่จะรอดหรือป่าวนั้น... ลองตัดสินกันเอาเองละกัน
Lamborghini Gallardo LP540-4
เป็นธรรมดาที่รถยนต์ระดับไอโซสุดๆ แบบนี้ เมื่อถึงคราวต้องเปลี่ยนอะไรซะบ้าง ก็จะเปลี่ยนกันแค่เล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น โดยเฉพาะภายนอก สำหรับเจ้ากายญาโด้ แอลพี 540 - 4 นี้ก็เช่นกัน

การออกแบบ

เริ่มจากไฟหน้ากันเลย... มันถูกหดขนาดให้สั้นลง ทำให้ด้านหน้าดูกว้างขึ้น บวกกับช่องดักลมที่เพิ่มสันขอบให้สูงขึ้น ดูคมขึ้นกว่าเก่า และมันก็เลยทำให้ดูคล้ายกับเจ้าตัวโหดสุดของค่ายหรือเจ้าเรเบนตั้น (Lamborghini Reventon) อยู่กลายๆ เหมือนกันนะเนี่ย...
เมื่อมองด้านข้าง เราก็จะเห็นทุกอย่างเหมือนเดิมหมดยกเว้น ที่ข้างของกันชนหน้า เค้าเพิ่มร่องระบายอากาศคมๆ ให้ ข้างละร่อง แค่นี้ก็ดุขึ้นเป็นกองแล้ว แต่ที่ดูเท่ห์น้อยลงก็เห็นจะเป็นล้อลายใหม่... ดูเก่าลง... เหมือนล้อที่เค้าฮิตใส่กัน เมื่อ 20 ปีที่แล้วเลยอ่ะ... ไม่เห็นเข้ากับรถไฮเทคๆ แบบนี้เลย...

สำหรับด้านหลังนั้น มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก เริ่มจากไฟท้ายทรงใหม่แต่คล้ายกับรุ่นพี่เมอร์ซิเอลาโก้ (Lamborghini Murcielago) แต่ออกทรงเหลี่ยมกว่า ช่องระบายลมด้านหลังถูกรวมเป็นแถบเดียว แถมด้วยท่อใหญ่ๆ อีก 4 ท่อ ดิฟฟิวเซอร์ใต้ท้อง ด้านหลังออกแบบใหม่ดูดติดพื้นได้มากกว่าเดิม
และทั้งหมดทำให้เจ้ากายญาโด้ตัวนี้ดูเรียบร้อยแต่แฝงความดุของกระทิงเปลี่ยวเอาไว้ได้อย่างสวยงามยิ่งนัก แถมยังให้ผลกับการ แหวกอากาศได้ดีขึ้นอีกตั้ง 31 เปอร์เซ็นต์ด้วยนะ
เมื่อมองจากสะพานลอยลงมา จะเห็นฝากระโปรงท้ายใสๆ ทะลุลงไปให้เห็นเครื่อง V10 ที่น่าสะพรึงกลัวกันได้ชัดๆ เหมือนกับ ในรุ่น SE ซึ่งไปเหมือนกับในเฟอร์รารี่คู่แข่งตัวสำคัญเลย... เลียนแบบกันเห็นๆ... ส่วนภายในไม่ต้องดูก็ได้... เหมือนเดิมเด๊ะ แค่ใส่ลายคาร์บอนเข้าไปเยอะๆ เป็นอันใช้ได้ละ...
สมรรถนะ

สาวๆ ไม่ว่าจะแต่งสวยแค่ไหนแต่ถ้านิสัยไม่ดี ลีลาไม่แจ่ม ก็เห็นทีจะไม่แช่มชื่น... แล้วเจ้าตัวนี้มีอะไรแหล่มๆ ข้างในบ้างล่ะเออ... แน่นอนมันใช้เครื่องยนต์ V10 ขนาด 5,207 ซีซี พร้อมเทคโนโลยีใหม่ ระบบฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงตรงที่เค้าเรียกเป็นภาษาอิตาเลียนว่า “Iniezione Diretta Stratificata” บวกกับการไดเอตลดน้ำหนักไปได้อีกประมาณ 20 กิโลกรัม ทำให้เจ้ากระทิงตัวนี้ผลิตม้าออกมาได้ 560 ตัว ที่ 8,000 รอบ มากกว่าเดิมอีก 40 ตัว กับแรงบิด 540 กิโลกรัม-เมตร ที่ 6,500 รอบต่อนาที สามารถทำ 0-100 กม./ชม. ได้ภายใน 3.7 วินาที และ 0-200 กม./ชม. ภายใน 11.8 วินาที ความเร็วสูดสุดปาเข้าไปที่ 325 กม./ชม.
ป๋าๆ อาจจะไม่ค่อยสนใจนักหากจะบอกว่า เจ้าเครื่องยนต์ตัวนี้สามารถใช้น้ำมันเชื้อเพลิงได้ประหยัดขึ้นคือ น้ำมัน 1 ลิตรวิ่งได้ 7.3 กิโลเมตร แต่ป๋าๆ อาจสนใจหากจะบอกว่า เจ้าเครื่องตัวนี้ปล่อย คาร์บอนน้อยลงไปอีก 18 เปอร์เซ็นต์ ถ้าคิดจากขนาดเครื่องก็นับว่า ลดลงได้ได้มาก ประเด็นนี้จะดึงดูดสาวๆ นักสิ่งแวดล้อมได้ดี... น่าสนป่าว...

ส่วนเรื่องการส่งพลังอันมหาศาลจากเครื่องไปยังพื้นถนนนั้น ปัจจัย 4 ประการที่ทำให้เจ้ากระทิงเปลี่ยวตัวนี้ใช้พลังได้อย่างคุ้มค่ายิ่งนัก ก็คือ 1. ระบบเกียร์แบบ e-Gear 2. ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 3. ระบบช่วงล่าง และ 4. ระบบเบรค

1. E-Gear : เกียร์ธรรมดา 6 สปีด หรือจะเลือกจ่ายแพงๆ เพื่อเพิ่มเป็น ระบบ E-Gear หรือระบบเกียร์ธรรมดาที่ไม่ต้องเหยียบคลัทช์นั่นเอง เราเพียง แค่กดปุ่มเดินหน้า แล้วเปลี่ยนเกียร์จากแป้นคันโยกหลังพวงมาลัย เลือกเปลี่ยนเกียร์ได้ตามใจชอบ และเจ้า E-Gear อันใหม่นี้มีน้ำหนัก ตัวลดลงด้วย แถมเค้ายังมีโปรแกรมซอฟท์แวร์ในการปรับแต่งการทำงานของเกียร์ให้หลายโหมดกันอีกด้วย อย่างเช่น โหมด Corsa ทำให้เกียร์ทำงานได้รวดเร็วขึ้นอีก 40% เปลี่ยนเกียร์กันมันส์ขึ้น เร่งกันได้จี๊ดกันสุดๆ

ถ้านั่นยังไม่มันส์พอ ก็ต้องเปลี่ยนเป็นโหมด Sport ที่จะปรับการเปลี่ยนเกียร์ในรอบที่สูงขึ้น คำรามได้มันส์ขึ้น และในโหมด Thrust ที่จะทำให้เราเร่งจากจุดหยุดนิ่งได้อย่างฉับไว้... เร็ว... แต่ควันไม่ออกล้อมากนัก ทำ 0-100 หรืจะ 0-200 หรือจะ 0-300 ได้อย่างสมบูรณ์แบบเลยล่ะ... ระวังตำรวจยิ่งเรด้าใส่ด้วยละกัน...

2. ขับ 4 แบบ VT : จุดเด่นของรถสปอร์ตเต็มขั้นอย่าง ลัมโบร์กินี่ ที่หาได้ยากในรถยี่ห้ออื่นๆ ก็คือ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ซึ่งเจ้าตัวนี้ใช้ระบบขับ 4 ล้อที่ทาง คอกกระทิงเค้าภูมิใจมากก็คือระบบที่เรียกว่า VT หรือ Viscous Traction ซึ่งเป็นระบบที่ใช้แรงดันของเหลวในการส่งกำลังระหว่างเพลา ล้อหน้ากับล้อหลัง โดยแรงจากเครื่องยนต์อันมหาศาลนั้น โดยปกติจะถูกแบ่งไปออกล้อหน้า 30% ไปล้อหลัง 70% และที่ล้อหลังก็มี ลิมิเต็ดสลิป เอาไว้ล็อคล้อหลังให้หมุนไปด้วยกันได้หากมีล้อนึงวิ่งเร็วกว่าอีกล้อนึงเกิน 45% ด้วย... จะได้ดริฟสวยๆ ได้และที่ล้อหน้าก็มี เหมือนกัน แต่เป็นแบบอิเล็คทรอนิกส์คุมโดยสมองของระบบ ABD

3. Rubber-Metal :ระบบช่วงล่าง ฟังดูไม่ได้มีอะไรใหม่นัก เน้นไปทางการตั้งค่าใหม่เพื่อความเฉียบคมขึ้น แต่ที่น่าสนใจกว่าน่าจะเป็นการใช้วัสดุใหม่ที่ โลหะและยางถูกหล่อขึ้นมาเป็นชิ้นเดียวกัน ที่เค้าเรียกกันว่า Rubber-Metal Bearings ซึ่งทางคอกกระทิงเค้าโม้ว่าสามารถช่วงเพิ่มสมรรถนะให้ กับเจ้ากระทิงตัวนี้ได้มากขึ้น ส่วนการคุมพวงมาลัย ก็มีระบบระบายความร้อนให้กับน้ำมันพาวเวอร์ด้วย... จะหมุนอะไรกันขนาดนั้นเนี่ย...

สำหรับเรื่องสำคัญต่อประสิทธิภาพของช่วงล่างก็คือ.. น้ำหนักรถ... เจ้ากระทิงตัวนี้หนัก 1,500 กิโลกรัม (ไม่รวมคนขับ) ไปอยู่ที่เท้าหน้า 43% ไปที่เท้าหลังอีก 57%... และไปอยู่ที่พุงป๋าๆ อีก.... เท่าไหร่ก็ว่ากันไป....

4. เบรค... :อันนี้สั้นๆ แต่แพง... แผ่นดิสก์เบรคที่ทำจากคาร์บอนเซรามิก เบาและไม่ร้อน ไม่มีอาการเบรคลื่น... แต่อันนี้เป็นอุปกรณ์เสริมนะจ๊ะ

ขอเรื่องสิ่งแวดล้อมนิดนึงนะ

เจ้ากระทิงตัวน้อยพร้อมกับระบบ E-Gear นี้ปล่อยสารพิษสู่ธรรมชาติในระดับมาตรฐาน Euro 4 โดยมีคาร์บอนปล่อยออกมา 327 กรัมต่อกิโลเมตร อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันในเมืองอยู่ที่ประมาณ 4.5 กม.ต่อลิตร และถ้าวิ่งทางไกลก็ประมาณ 10 กม.ต่อลิตร
ที่มา : เว็บไซท์ลัมโบกินี่
http://www.railway-technology.com/contractors/noise/gmt-rubber/gmt-rubber4.html
 
Joomla 1.5 Templates by Joomlashack